“โรคหลอดเลือดหัวใจ” ส่วนใหญ่เกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นและหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดที่นำออกซิเจนจึงไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก
หากเกิดการอุดตันของหลอดเลือดแบบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดจากคราบไขมันที่สะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดชั้นในแตกออกและกลายเป็นลิ่มเลือด อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ หรือเสียชีวิตกะทันหันได้

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
- ประวัติครอบครัว: มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
- อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะเสื่อมลง ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น
- อาหารและน้ำหนักตัว: การรับประทานอาหารไขมันสูง การปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และการมีดัชนีมวลกายสูงขึ้น ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- การไม่ออกกำลังกาย: มีข้อมูลพบว่าการไม่มีกิจกรรมทางกายหรือไม่ออกกำลังกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 1.5 เท่า
- โรคประจำตัว: เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน
- ความเครียด: สภาพจิตใจที่โศกเศร้าและความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานานเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง
- การสูบบุหรี่: ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่ไม่สูบแต่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น และผู้ที่สูบติดต่อกันมานานแล้วเพิ่งเลิกได้ไม่นาน มีข้อมูลพบว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบประมาณ 2.4 เท่า

อาการโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพียงบางส่วนอาจไม่มีอาการแสดง แต่ในผู้ที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันค่อนข้างมาก อาการที่พบบ่อยที่สุดคือเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงจนทนไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับกลางหน้าอก และอาจเจ็บร้าวขึ้นไปที่คางหรือลงไปที่แขนซ้าย
หากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงหรือเฉียบพลัน ควรรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหรือโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
แนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร: รับประทานอาหารให้เหมาะสมกับพลังงานที่แต่ละคนใช้ในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดสมดุลพลังงานในร่างกาย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การเคลื่อนไหวร่างกายให้เพียงพออาจเป็นการเดินไปมาในที่ทำงาน ทำงานบ้าน ทำอาหาร ถือของเบา ๆ กิจกรรมระหว่างการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมยามว่างก็ได้
- เลิกสูบบุหรี่: หลังหยุดสูบบุหรี่เพียงประมาณ 20 นาที ความดันโลหิตจะเริ่มลดลงเข้าใกล้ระดับปกติ
- ลดความเครียด: หากิจกรรมที่ช่วยจัดการความเครียด เช่น ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ หรือทำสมาธิ
ตรวจประเมินความเสี่ยงก่อนมีอาการ
เพราะหัวใจของเรามีเพียงดวงเดียว BAAC มีโปรแกรมตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ที่ยังไม่มีอาการ และช่วยวางแนวทางป้องกันเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค
แนวทางการตรวจคัดกรองของ BAAC
เราเริ่มจากประวัติสุขภาพ เป้าหมาย และการประเมินที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะอธิบายความเหมาะสม ข้อจำกัด และทางเลือกอื่น ๆ ก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง


